mba online
 
 



ประวัติวัดภูเขาทอง ตรัง

 

  วัดภูเขาทอง ตั้งอยู่เขตแดนระหว่างอำเภอเมืองตรัง กับอำเภอห้วยยอด รวมทั้งยังเป็นเส้นทางที่ออกไปสู่

จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดพัทลุงได้ด้วย พื้นที่ตั้งของวัดแห่งนี้เป็นเชิงเขา รอบล้อมด้วยสวนยางพารา

และบ้านเรือนของชาวบ้านในหมู่1 ตำบลน้ำผุด ตำนานเก่าแก่ที่เล่าขานมายาวนานกล่าวไว้ว่า

มีวัดภูเขาทองขึ้นมาได้ ก็เพราะอดีตเจ้าเมืองพัทลุง ผู้มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างเต็มเปี่ยม

ที่ชื่อว่า ขุนศรีศรัทธา และชายาผู้มีนามว่า พระนางเลือดขาว นั้นเอง

    ตามประวัติที่เล่าสื่อกันมาในท้องถิ่น ผู้เฒ่าได้เล่าถึงประวัติของขุนศรีศรัทธา และผู้มีนามว่า พระนางเลือดขาว

ไว้ว่า ในกาลครั้งหนึ่ง มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ชื่อตาสามโมกับยายเพชรมีบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลฝาละมี อำเภอปากพยูน

จังหวัดพัทลุง ตาสามโมมีความชำนาญในการจับช้าง และนำมาฝึกให้เชื่อง ก่อนที่จะนำส่งไปให้พระเจ้ากรุงทอง

ที่เมืองสะทิงพาราณสี ปีละหนึ่งเชือก     อยู่มาวันหนึ่ง ตาสามโม ได้พาเมียเข้าป่า

บังเอิญไปพบทารกน้อยเพศชายคนหนึ่งในป่าไผ่เลี้ยง พอเดินไปถึงป่าไผ่ตง

ก็ได้พบกับทารกน้อยเพศหญิงอีกคนหนึ่ง ตายายอยู่กินกันมานาน แต่ไม่มีลูกสืบสกุล

จึงมีความเอ็นดูเด็กทั้งสองคน จึงได้นำกลับมาเลี้ยงที่บ้านพระเกิด พร้อมทั้งตั้งชื่อกุมารน้อยว่าเจ้าหน่อ

หรือกุมาร ส่วนบุตรสาวมีผิวกายขาวสะอาด ก็ให้ชื่อว่า"เลือดขาว"

     ตาสามโมได้ถ่ายทอดวิชาคชศาสตร์(วิชาเกี่ยวกับช้าง) ให้กับบุตรบุญธรรมทั้งสองเรื่อยมา

จนกระทั่งทั้งสองเติบโต เป็นหนุ่มสาว จึงได้จัดการให้คนทั้งสองแต่งงานกันหลังจากนั้นไม่นาน

ตายายก็ถึงแก่กรรมทั้งคู่ ตำแหน่งนายกองช้างจึงตกอยู่เจ้าหน่อและนางเลือดขาว

ซึ่งสามารถครองชีวิตและเลี้ยงชีพอยู่ได้อย่างสุขสบาย ต่อมาคนทั้งสองได้รำลึกถึงบุญคุณของตายาย

ที่ได้เลี้ยงตนจนเติบใหญ่จึงได้ช่วยกันหักล้างกันถางพง

บริเวณริมคลองบางแก้ว สร้างเป็นอุโบสถ วิหาร พระพุทธรูป เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่พ่อแม่บุญธรรม

ที่ล่วงลับไปแล้ว
     ครั้นประมาณ พ.ศ. ๑๔๙๓ เจ้าหน่อและนางเลือดขาวได้รับทราบ

ข่าวอันเป็นมงคลยิ่งว่าพระเจ้าศรีธรรมโศกราชที่

ผู้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช กำลังเตรียมการบูรณะ เสริมสร้างพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช

ให้เป็นไปตามอย่างที่ลังกาสร้างเอาไว้และเมื่อเจ้าเมืองต่างๆทราบก็พยายามช่วยเหลือในการบูรณะครั้งนี้

ด้วยการนำทรัพย์สินเงินทองไปร่วมถวายเป็นพุทธบูชาบรรจุเอาไว้ในองค์ระธาตุ

     เจ้าหน่อและนางเลือดขาว ได้ขี่ช้างจากบางแก้วมาถึงเมืองตรังโดยพักแรมอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง

พร้อมกับสร้างวัดพระศรีสรรเพชญหรือวัดพระพุทธสิหิงค์และ ได้จำลองพระพุทธสิหิงค์ไว้ที่วัดองค์หนึ่ง

     ระหว่างเดินทางไปนครศรีธรรมราช ทราบข่าวว่าองค์รพะธาตุมหาเจดีย์ได้สร้างเสร็จไปเรียบร้อยแล้ว

เจ้าหน่อและนางเลือดขาวจึงได้ตัดสินใจนำทรัพย์สินเงินทอง ของมีค่าทั้งหลายเล่านั้น บรรจุไว้ในถ้ำ

ภายใต้เขาชุมทอง ( ภูเขาทอง) และยังเก็บไว้ที่บริเวณเขาหลักจันท( เขาโหรง )

พร้อมกับอธิษฐานให้สิ่งศักดิ์
่วยพิทักษ์รักษา เพื่อจะได้นำสมบัติที่เก็บไว้นี้มาสร้างวัดวาอาราม

ตามความตั้งใจเดิมต่อไป
     เจ้าหน่อและนางเลือดขาว ได้สร้างพระพุทธไสยาสน์มเทริดมโนราห์อบพระเศียร

ไว้หน้าปากถ้ำที่เขาหลักจันทร์ละเขาชุมทองทั้งสองแห่งในแต่ละแห่งได้ผูกคำกลอนปริศนาธรรมตามแบบฉบับ

ของครูโนราห " ลำแตนมีแลนครอบศพ ผู้ใดแก้จบ ทำกินไม่รู้สิ้น" และมีอีกบทหนึ่งคื " หนองหัดมีพัดเสมา

มีทุ่งหญ้าคา มีป่าเรีย" (ต้นเหรียง) 

    
ต่อมามีชาวต่างชาติที่มาทำเหมืองแร่ในบริเวณใกล้เคียง และสามารถไขปริศนา

ได้ที่เขาหลักจันทร์ จึงได้ขนทองคำกลับไปยังบ้านเมืองของตน

นับแต่นั้นมาเขาหลักจันทร์ได้ถูกคนช่วยกันทำลายจนย่อยยับ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๕๒ ได้สร้างพระนอนขึ้นใหม่

ดังนั้นในปัจจุบันจึงนับได้ว่าคงเหลือแต่เพียงพระพุทธไสยาสน์รงเทริดมโนราห์วัดภูเขาทองเพียงองค์เดียวเท่านั้น

ซึ่งนับได้ว่าเป็น พระพุทธรูปที่เก่าแก่มากองค์นึ่ง และทางกรมศิลปากรก็ได้ขึ้นทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้ว

     เมื่อมีการสร้างพระพุทธไสยาสน์รงเทริดมโนราที่บริเวณเขาชุมทองแล้ว บริเวณนี้จึงเป็นโบราณสถาน

ที่มีโบราณวัตถุอันล้ำค่าคือ พระพุทธไสยาสͧงกล่าว ดังนั้นทางการจึงสงวนสถานที่แห่งนี้เอาไว้อย่างดี

ประกอบกับชาวบ้านแถบตำบลน้ำผุดนี้ต่างก็ช่วยกันดูแลรักษาพระพุทธรูปและสถานที่รอบไว้เป็นอย่างดี

จนมีการสร้างวัดขึ้นในเวลาต่อมา ซึ่งในช่วงแรกๆนั้นก็มีพระสงอยู่จำพรรษาบ้าง

บางช่วงก็ไม่มีพระสงฆ์มาประจำ อยู่บ้าง หลวงพ่อปาน จันทวัณโณ

อดีตเจ้าอาวาสรูปหนึ่งของวัดน้ำผุดซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา

วัดภูเขาทอง เป็นอย่างมาก ท่านเคยพูดไว้ว่า ต้องการให้วัดภูเขาทองเป็นวัดที่สงบ

จึงได้ปลูกต้นไม้นานาชนิดขึ้น ภายในวัด เช่น ทุเรียน มังคุด สะตอ เพื่อต้องการให้ผู้ที่สัญจรไปมา

ได้ทานกัน ท่านได้อธิษฐานไว้ว่า คนกินเป็นทาน นกเกาะเป็นบุญ ถ้าใครทำลายต้นไม้

ขอให้มีอันเป็นไปในทางที่ไม่ดี

      เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่า ท่านพระครูปานเป็นพระที่มีวาจาศักสิทธิ์พูดคำไหนเป็นคำนั้นเสมอ

ดังเช่นท่านลั่นวาจา ไว้ว่า ไม่ให้ตั้งงานศพในวัดภูเขาทอง ถ้าตั้งแล้วจะมีเรื่องจนถึงชีวิต

ต่อมาในสมัยหนึ่ง ท่านอธิการเล็ก อดีตเจ้าอาวาสองค์นึ่งได้มรณภาพ มีการจัดงานศพของท่าน

ขึ้นที่วัดนี้เพราะคิดว่าเป็นอดีตเจ้าอาวาส คงไม่เป็นไร ปรากฏว่าเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น

มีคนเมาสุราอาละวาดทะเลาะวิวาทกันถึงขั้นฆ่ากันตายภายในวัด ขณะที่มีการตั้งงานศพ

หลังจากนั้นวัดภูเขาทองก็ไม่มีการตั้งงานศพอีกเลย และไม่ได้สร้างเมรุเผาศพมาจนกระทั่งทุกวันนี้

     วัดภูเขาทองยังคงเป็นวัดที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่นของไม้ป่านานาชนิด

และผลไม้ที่ชาวบ้านร่วมกันปลูกขึ้น เพิงผาหินกว้างเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของวัดที่ไม่เหมือนที่ไหน

ประกอบกับพระพุทธไสยาสน์อันเป็นเอกลักษณ์ฉพาะตน

ได้สร้างความสนใจให้กับผู้ที่เดินทางมาเยือนเป็นยิ่งนัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวบ้านในบริเวณ

จะมีความผูกพันกับ วัดนี้มาช้านาน ร่วมกันทะนุบำรุงรักษาวัดจนมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ท่ามกลาง

ธรรมชาติอันเงียบสงบ จนกระทั่งเป็นศูนย์กลาง
ของการฝึกอบรมกรรมฐานให้แก่บุคลากรระดับต่างๆ

เช่น การอบรมข้าราชการ หน่วยงานต่าๆ ตลอดจนการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน

ซึ่งมีการบวชกันทุกๆปี นอกจากนี้ยังมีการบวชเนกขัมมะ ของนักศึกษา

นักเรียน
และประชาชนทั่วไปที่มีความรักสงบ หลบหนีสังคมที่สับสนวุ่นวาย

หันหน้าเข้าหาธรรมะ เพื่อค้นหาความสุข ที่แท้จริง ก็มีให้เห็นที่วัดนี้อยู่เป็นประจำอีกด้วย

    จากเดิมที่วัดภูเขาทองมีเพียงกุฏิเก่าๆกับพระพุทธไสยาสน์ที่ประดิษฐาน

อยู่ที่ใต้เพิงผานี้มายาวนานเป็นพันปีแล้ว ก็ได้มีการก่อสร้างอุโบสถ ศาลาการเปรียญ

สร้างกุฏิเพิ่มเติม และศูนการเรียนชุมชนรวมทั้งศาลาเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งมีชาวพุทธ

ทั้งจากประเทศไทย
และจากต่างประเทศ เช่น ประเทศมาเลเชีย และสิงคโปร์

ที่เดินทางผ่านมาล้วนแวะกราบสักการะกันเป็นประจำ
 

 
หน้าถัดไป>> 

  

 

รายกายเที่ยวไปกับนายหัว เมื่อครั้งมาถ่ายทำที่วัดภูเขาทอง

͹1

ตอนที่๒
 
 
วัดภูเขาทอง ม.๑ ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง ๙๒ooo
Coppyright (C)2008 by watphukaothong.com